วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ล่องแก่ง 3 ชั้น จ.นครนายก แหล่งเรียนรู้คายักของเมืองไทย

สมาชิกชมรมเครือข่ายพัฒนาวิชีพครู ICT (เครือข่ายคุรุสภา 572) สพท.บุรีรัมย์ เขต 4  จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในรอบ 1 ปีการศึกษา ที่ผ่านสื่อสังออนไลน์ (Social Media)  ณ แก่ง 3 ชั้น และเขื่อนขุนด่านปราการชล บ้านท่าด่าน ต.หินตั้ง อำเภอเมือง จ.นครนายก

จำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้  11  คนประกอบด้วย
        1.  อ.สุวัฒน์  อุ่นทานนท์
        2.  อ.ทัศนีย์  อุ่นทานนท์
        3.  อ.วีระชัย  รุ่งรพีพรพงษ์
       4.  อ.สมจิต  การัดเสนา
        5.  อ.นัฐพงษ์  จำปาชุม
        6.  อ.จารุเกียรติ อธิพัฒน์พลากร
        7.  อ.อภิรัชต์  กาิริโก
        8.  อ.ศริญญา  การิโก
       10. อ.รชฎ  ชะรุมรัมย์
       11. อ.อัมพร  ชะรุมรัมย์
       12.  อ.ศิริพงษ์  สิมสีดา
       13.  อ.เกษณี  สิมสีดา
  เวลาประมาณ 12.30 น. หลังจากคณะของเราได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนรู้ทางวิชาการ ณ อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี ก็ถึงเวลานัดหมายของเรา สมาชิกทุกคนต่างรักษาเวลาดีมาก บางคนงง ไม่รู้รถจอดที่ใด ต้องโทรศัพท์หากันวุ่น กว่าจะได้ออกก็เกือบจะบ่ายโมงแล้ว
       สารถีของเรา อ.จารุเกียรติ มุ่งหน้าเดินทางไปส่งอ.ทัศนีย์ (หมู) ณ สถานีขนส่งสายตะวันออก (เอกมัย) เขตวัฒนา กทม.  รถติดกันยาวเหยียด ไม่รู้จะติดไปถึงไหน หลังจากส่งขึ้นรถสายชลบุรี-ระยองเสร็จ รถยนต์ก็มุ่งหน้าขึ้นทางด่วน สายดินแดง-บางนาตราด เสียค่าทางด่วน 3  จุด ๆ ละ 60 บาท และขึ้นทางด่วนใหม่อีกที ที่พระโขนง-รามอินทรา  ลงทางด่วนที่คลอง 5  รังสิต และมุ่งตรงไปที่จ.นครนายก
       รถวิ่งของเราวิ่งผ่านอำเภอองครักษ์ อำเภอเมือง สองข้างทางเราจะเห็นคลองรังสิต ขนานกับถนน สองข้างทางจะขายไม้ดอกไม้ประดับที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จากนั้นเราแวะเติมพลังและเสียงอาหารที่ปั้มน้ำมันบางจาก รับประทานอาหารเที่ยง บางคนรับประทานเฝอ บางคนข้าวมันไก่ ข้าวราดแกงและตบท้ายด้วยเฉาก๊วยที่เย็นและชุมคอ
       ประมาณ 30 นาที รถของเราก็เข้าสู่เขตจังหวัดนครนายกมองเห็นภูเขาเป็นฉากหลังที่สวยงามในยามร้อน ช่วยให้เราผ่อนคลายความวิตกกังวลว่าถึงไหนแล้ว โน่น...ที่ล่องแก่งอยู่ตรงภูเขาข้างหน้า ผมชี้แจงบอกสมาชิกว่า ได้ติดต่อที่พักอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิน สำคัญว่าเราจะมีแรงเหมือนหนุ่ม ๆ สาว  ๆ ไหม แวะจอดข้างทางซื้อไก่หมุนอบใส่น้ำผึ้งตัวละ 80 บาท  เมื่อก่อนจะถึงตัวเมืองนครนายกจะเห็นป้ายทางแยกโรงเีรียนนายร้อยจปร.เขาชะโงกระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร (ยังไม่เคยไปซักที) 
      ออกจากจังหวัดนครนายก มุ่งสู่แก่งสามชั้นถามเจ้าของบอกว่าไปถึงหลัก กม.14 แล้วให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 1.5 กม. หลงทางเข้าไปหลายซอย แต่ก็ดีเหมือนกัน ได้เห็นสภาพของสวนผลไม้ที่ได้มาท่องเที่ยวเชิงเกษตรไปในตัว เมื่อถึงแก่ง 3 ชั้น เสียงน้ำไหลในลำธาร แทบจะหารถยนต์จอดไม่ได้เลย นับว่าเป็นวัดหยุดที่ประชาชนจากทั่วทุกภูมิภาคมาเที่ยวสงกรานต์ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพมากที่สุด
        สภาพบรรยายกาศของแก่ง 3 ชั้น มีตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงคนแก่ที่เดินไปไหนไม่ได้ แต่ลูกหลานได้พามาเที่ยว สงกรานต์ปีนี้ชาวกรุงเทพฯ เขาบอกว่าหนีม็อบแดงก็น เบื่อกรุงเทพฯ อยากมาพักผ่อนนาน ๆ  ความสุขที่แก่ง 3 ชั้นของทุำกคนที่มาท่องเที่ยวกับรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสมัยใหม่ตะวันตก  ที่นิยมนำเอาอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มารับประทาน ถึงแม้ว่ารอบแก่งจะสกปรก แต่นักท่องเที่ยวส่วนมากมีจิตสำนึกของการท่องเที่ยว ช่วยกันดูแลรักษาเก็บเข้าถุงดำกันเรียบร้อย
        สายน้ำที่ไหลเืืื่อื่อย ๆ ไม่ค่อยแรง แต่มีน้ำตลอดปี  ซึ่งเป็นน้ำที่ปล่อยมากจากเขื่อนขุนด่านปราการชล เพื่อใช้ในการเกษตรและการท่องเที่ยว สักครู่หนึ่งเราเห็่นคณะล่องแก่ง ล่องมาถึง เป็นภาพที่น่าประทับใจและสนุกสนานตื่นเต้นทีเดียว หลังรับประทานอาหารเสร็จ พวกเราก็รีบไปเปลี่ยนชุดลำลอง เพื่อลงไปเล่น้ำกันอย่างสนุกสนานตามประสาคนแก่ หลังจากอาบน้ำเสรจสมาชิกทุกคนต่างเหนื่อยไปตาม ๆ กันหลังจากที่เราได้ไปเก็บภาพและร่วมชมนิทรรศการงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับประเทศ ปี 2552 ณ อิมแพค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี...สักครู่ก็มีเสียงดนตรีและคาราโอเกะจากนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่มาสร้างความวุ่นวายให้กับเรา แต่เราก็ทนฟังจนหลับไปในที่สุด พร้อมกับตื่นขึ้นมาตอนฟ้าสางในวันใหม่
         ยังไม่ล้างหน้า ก็รับประทานกาแฟร้อน ๆ (กาแฟสดจากไร่) กับขนมปังเสิรฟร้อน พอดีคำ...รอประมาณ 2 โมงก็ไดัรับประทานอาหารกัน เป็นข้าวกล่อง แล้วแต่ใครสั่ง  โดยการประสานงานของคุณลุงสุเทพ  ลุนไธสง (คนอำเภอนาโพธิ์)ของเรา ที่ได้ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น ลุงสุเทพอายุ  63 ปีแล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรง ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท  สารถีประจำตัวของลุงคือ  รถแข่งราคาประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท สังเกตดูกล้ามขา กล้ามแขนใหญ่ เดินทะมัดทะแมง ยังกะวัยรุ่น คุณลุงมีบ้านอยู่ใกล้ ๆ น้ำตก และมีครัวบ้านสวน ทีให้บริการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ส่วนแก่งสามชั้นน้องชายเป็นคนบริหารจัดการแต่ก็มีลูกสาวมาช่วย
         ลุงเองมีงานทำมาก จนทำไม่ไหวแต่ก็มีความสุข เห็นคุณลุงมีความสุข เปรียบเทียบกับพวกเราที่ยังต้องแข่งขันกัดปากตืนถีบ เงินเดือนไม่พอใช้ ค่าภาษีสังคม ความดีความชอบ อบรม สอบครู ผลงาน ค.ศ.3 ไม่รู้จะผ่านไหม ....เดี๋ยวก็อบรมหลักสูตร 51 ....อยากจะเออี่รีไทร์ให้มันรู้แล้วรู้รอดว่า สังคมการศึกษาไทยมันเป็นอย่างไร  โดยเฉพาะครูประถมศึกษา ทำทุกอย่างที่ขวางหน้า สู้ทนแดดทนฝน อยากมีความรู้ต้องแสวงหาเอง ไปเรียนต่อ ป.โท เอง (ไม่ง้อใคร) ทำผลงานเอง....แต่ไม่มีเส้นสายไม่รู้จะผ่านหรือเปล่า
        เมื่อรถปิคอัพมาจอดคุณลุงเรียกพวกเราขึ้นรถ ไปที่บ้านคุณลุงเอง ชื่อว่าบ้านสวน บรรยากาศน่าอยู่มากทีุ่สุด ใส่เสื้อชูชีพกันพร้อมหมวกกันน็อก ...เท่ไม่เบา เอ้าเตรียมถ่ายรูป เผลอแป็บเดียวรถยนต์ก็มาถึงต้นน้ำบริเวณสันเขื่อนขุนด่านปราการชล ...ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระุลึก ก่อนลงนั่งในเรือยาง ...ใครพายไม่เป็นนั่งตรงกลาง ...ออกสตาร์ท  เคยดูแต่งานแข่งเรือที่สตึก วันนี้ลองหัดพายเรือบ้างจะเป็นอย่างไร...กับการนั่งเรือล่องแก่งครั้งแรกในชีวิตของผมเอง
        ระยะทางล่องแ่ก่งประมาณ  5  กิโลเมตรกับค่าใช้จ่ายเหมาเป็นลำ /รอบ ไม่แพงอย่างที่คิดเพียง 900 บาท...นั่งได้ไม่จำกัดจำนวนคน ...ถ้าเป็นเด็กอาจจะได้มากหน่อย...ตอนนี้ทุกคนหัวเราะ ตื่นเต้น เร้าใจทุกเสี้ยววินาทีของการเดินทางบนสายน้ำที่ไม่เหมือนใคร...สายน้ำที่เกิดจากพระราชปณิธานของในหลวงที่ได้แก้ไขปัญหาความแห้งแล้งของภาคกลางตอนล่าง ประมาณ 4 กิโลเมตรก็จอดพักหน้าแก่ง 3 ชั้น เพื่อฝึกวิทยายุทธ์ว่าใครกล้า...เราจะร่วมผจญภวัย ให้รู้แล้วรู้รอดว่าเรือจะพลิกคว่ำหรือไม่
        ผ่านไปอีก 1 กิโลเมตรกับการล่องแก่ง พร้ัอมกับผ่านด่านค่ายลูกเสือเก่า ปรากฏว่าสอบไม่ผ่านหลายคน โหนเชือกไปได้ไม่ไกล หลังจากถึงจุดหมายก็เดินทางขึ้นรถกลับมายังที่ัพักพรัอมกับสภาพเปียกปอนปนกับความสนุกสนาน...คล้าย ๆ กับนักเรียนผจญภัยตามฐานลูกเสือ...บางคนนุ่ีงกางเกงฟิตเตรียมตัวมาเต็มที่โดยเฉพาะท่านพี่ จ........แห่งนม. ....บางท่านกางเกงขาสั้นมันยืดหมดแล้ว...น่าจะเอาไว้ทำผ้าขี้ริ้วก็ยังนุ่งอยู่อีก...ล่องอีกเมื่อไหร่กางเกงหายนะพี่.....(จะประหยัดไปถึงไหนกัน) [รายละเอียดแก่งสามชั้น]

ข้อมูลสารสนเทศล่องแก่งในลำน้ำนครนายก

จุดเด่นของการล่องแก่งลำน้ำนครนายก

       แม่น้ำนครนายก มีต้นกำเนิดจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เกิดจากลำธารหลายสายมารวมตัวกัน เช่น คลองตะไคร้ คลองนางรอง เมื่อรวมตัวกันเป็นแม่น้ำไหลผ่านนครนายก และอยู่ไม่หไกลจากกรุงเทพ ฯ มากนัก จุดเด่นของลำน้ำนครนายก คือ ตัวแก่งสามชั้นกระแสน้ำจะมีลักษณะไหลลดหลั่นกันลงมาคล้ายขั้นบันได เป็นแก่งที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจได้พอสมควร


แก่งต่าง ๆ ที่จะล่องผ่าน
     - แก่งโขดคุ้ง มีลักษณะเป็นโขดหินโขดหินโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในช่วงฤดูร้อน แต่จะจมลงไปในน้ำยามฤดูฝน
     - เกาะแก่ง มีลักษณะเช่นเดียวกันกับแก่งโขดคุ้ง ถ้าในช่วงฤดูร้อนจะมองเห็นเกาะแก่งนี้ แต่ถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝนกระแสน้ำจะท่วมเกาะแก่งนี้จนไม่สามารถมองเห็นได้
     - แก่งหินสามชั้น ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องแก่งในลำน้ำนครนายก ก่อนจะถึงตัวแก่งสามชั้นระยะทางไม่กี่เมตรจะถึงโค้งหักศอกก่อน นักล่องแก่งควรระมัดระวังตัว ตั้งในพายให้ดีเมื่อถึงโค้งหักศอกนี้เพราะต่อไปจะเป็นแก่งสามชั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นชั้นหินสามชั้นเทลาดเอียงลงมาเป็นขั้นบันได ระยะทางยาวประมาณ 50 เมตร กระแสน้ำจะไหลวนลงมากระทบกับโขดหินน้อยใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำจนเกิดเป็นลูกคลื่นม้วนตัวเข้าหาหินสูงประมาณหนึ่งเมตร เป็นจุดท้าทายของนักพายเรือแคนูและคยัก ซึ่งจะมาประลองกำลังความสามารถกันที่บริเวณแก่งสามชั้นแห่งนี้ การล่องแก่งลำน้ำนครนายกจะสิ้นสุดการล่องที่บริเวณบ้านวังยาวก็ตื่นเต้นเร้าใจกันเพียงพอแล้ว อย่ล่องเพลินออำไปแม่น้ำบางปะกง เดี๋ยวจะเดือดร้อนสตาฟฟ์ล่องแก่งหาตัวลูกทัวร์ไม่เจอ

เริ่มล่องแก่งจากบริเวณเชิงสะพานวังตะไคร้ หรือเชิงสะพานท่าด่าน หลังเขื่อนคลองท่าด่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เรื่อยมาตามลำน้ำนครนายก ผ่านเกาะแก่งต่าง ๆ (แก่งที่น้ำเชี่ยวที่สุดคือแก่งสามชั้น) มีจุดนำเรือขึ้นฝั่งและออกมายังถนนใหญ่ได้หลายจุด เช่น ที่บ้านดง แก่งสามชั้น วังกุตภา และวังยาว ระยะทางในการล่องแก่งแต่ละช่วงประมาณ 2-7 กิโลเมตร การล่องแก่งเป็นการท่องเที่ยวผสมผสานไปกับกีฬาทางน้ำน้ำที่สนุกตื่นเต้นท้าทาย เป็นการพักผ่อนและออกกำลังกายที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติโดยการพายเรือแคนู (เรือแคนู เป็นเรือที่มีหัวท้ายเพรียว มีปลายประเภทแต่ประเภทที่เหมาะกับน้ำเชี่ยวคือเรือคยัก)

    ช่วงที่เหมาะในการล่องแก่ง 
สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการล่องแก่งลำน้ำนครนายกจะอยู่ในช่วงฤดูฝนตั้งแต่ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม และ ตลอดทั้งปี


เขื่อนขุนด่านปราการชล ชื่อพระราชทาน หนึ่งในโครงการ " อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง นครนายก จ.นครนายก สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายกและจังหวัดใกล้เคียง จึงนับเป็นสิ่งก่อสร้างหนึ่งที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวนครนายกและชาวไทย
ตัวเขื่อนประกอบด้วยเขื่อนหลักและเขื่อนรองสร้างด้วยคอนกรีตบดอัด ซึ่งปัจจุบันนับว่าเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีความยาวที่สุดในโลก มีความยาวรวม 2,720 เมตร ความสูง (สูงสุด) 93 เมตร รับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำ มีความจุ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร
การสร้างเขื่อนโดยวิธีคอนกรีตบดอัดแน่น (Roller Compacted Concrete: RCC) นี้จะมีรูปแบบของเขื่อนด้านเปลือกนอก เป็นลักษณะแบบสร้างเขื่อนแบบปกติ มีความหนาข้างละประมาณ 70 ซม. ส่วนด้านในเป็นขี้เถ้าลอยซึ่งได้จากถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งนำมาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก คงยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีข้อถกกันว่าจะกำจัดขี้เถ้าลอยลิกไนต์กันอย่างไร เพราะกลัวกันว่าจะเป็นอันตรายแก่คนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ นี่จึงนับว่าเป็นการทำขยะลิกไนต์ให้เกิดประโยชน์ได้อีกทางหนึ่ง [รายละีเอียด]



นอกจากนี้เขื่อนคลองท่าด่านจะยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนครนายก นักท่องเที่ยวสามารถชมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้จากบริเวณสันเขื่อน จะเห็นทิวทัศน์ด้านหน้าเขื่อน และชมทิวทัศน์เมืองนครนายกด้านหลังเขื่อนได้


บล็อกเกอร์ :  สุวัฒน์  อุ่นทานนท์
ภาพ :  สุวัฒน์  อุ่นทานนท์/ศิริพงษ์  สิมสีดา/อภิรัชต์  การิโก/จารุเกียรติ อธิพัฒน์พลากร/วีระชัย  รุ่งรพีพรพงษ์/รชฏ  ชะรุมรัมย์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : http://www.thadan.com

ไม่มีความคิดเห็น: